คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมขนาดเล็กถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอุปกรณ์ที่มีขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ และต้องการความน่าเชื่อถือสูงเป็นพิเศษ ต่างจากคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมที่มักมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานสูง คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมขนาดเล็กจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดพื้นที่โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวมาพร้อมโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูง หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้สามารถประมวลผลงานที่ซับซ้อนได้อย่างคล่องตัว เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล (data acquisition) การควบคุมแบบเรียลไทม์ (real-time control) และการประยุกต์ใช้ระบบมองเห็นของเครื่องจักร (machine vision applications) นอกจากนี้ ขนาดที่กะทัดรัดยังทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการผสานเข้ากับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถติดตั้งได้ ยิ่งไปกว่านั้น คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมขนาดเล็กได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง โดยมีโครงสร้างภายนอกที่แข็งแรงทนทาน (rugged enclosures) และชิ้นส่วนที่สามารถรองรับอุณหภูมิสุดขั้ว ฝุ่นละออง และการสั่นสะเทือนได้ ความทนทานนี้จึงรับประกันการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องแม้ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่ท้าทายที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดทำงาน (downtime) และต้นทุนในการบำรุงรักษา นอกจากนี้ ระบบที่ว่ายังมักได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นหลัก จึงใช้พลังงานน้อยกว่ารุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งจะนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว ด้วยความหลากหลาย ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่โดดเด่น คอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมขนาดเล็กจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การควบคุมอัตโนมัติ การขนส่ง หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการแพทย์ ทั้งนี้ ระบบที่ว่ายังมอบโซลูชันที่ยืดหยุ่นและปรับขยายได้ (flexible and scalable solution) ซึ่งสามารถปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของกระบวนการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ช่วยยกระดับผลผลิตและประสิทธิภาพให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง